FAQs & Help

เลือกประเทศเพื่อดูคำถามที่พบบ่อยและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

FAQs - Japan

-การพัฒนาทักษะทางภาษาเเบบก้าวกระโดด: หลายๆ คนที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมักจะบอกว่า ก่อนมาเรียนที่ญี่ปุ่น ทำคะแนนสอบวัดระดับภาษาได้ไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม หลังจากเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นแล้ว ส่วนใหญ่สามารถสอบได้ระดับ N2 หรือสูงกว่านั้น! เพราะเมื่อเราเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทย เราจะใช้ภาษาญี่ปุ่นในห้องเรียนเป็นหลัก เมื่อเราออกจากห้องเรียนแล้ว เราก็จะหันกลับมาพูดภาษาไทย ซึ่งทำให้พัฒนาการทางภาษาของเราไม่เร็วเท่าที่ควร ในทางกลับกัน การเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นทำให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครพูดภาษาไทย สถานการณ์นี้บังคับให้เราต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในการโต้ตอบในชีวิตประจำวัน เมื่อเราฟังและพูดภาษาญี่ปุ่นเป็นประจำ เราก็จะพัฒนาได้โดยที่ไม่รู้ตัว
-โอกาสร่วมงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในไทยเเละญี่ปุ่น: การที่น้องๆ เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น น้องๆ ก็จะมีต้นทุนที่สูงกว่าเพื่อนๆ ในการยื่นสมัครเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นหลังจบการศึกษา เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทักษะทางภาษาที่ดีและความเข้าใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่จะช่วยให้มีโอกาสทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้ ซึ่งหลายปีมานี้ หลายๆ บริษัทในญี่ปุ่นเปิดรับพนักงานต่างชาติเข้าทำงานเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทำงานพาร์ทไทม์ได้: ผู้ถือวีซ่านักเรียนญี่ปุ่น สามารถขออนุญาตทำงานพิเศษได้ โดยมีกำหนดว่าสามารถทำงานได้ไม่เกิน 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยที่ค่าแรงรายชั่วโมงจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและประเภทของงาน ทั้งนี้ เมื่อเรียนจบการศึกษาหรือลาออก จะถือว่าสิ้นสถานภาพการเป็นนักเรียนทันทีแม้ว่าระยะเวลาวีซ่าจะยังคงเหลืออยู่ก็ตาม ซึ่งการทำงานพิเศษหลังจากจบการศึกษาหรือลาออกจากสถาบันแล้ว จะถือว่าผิดกฎหมายโดยปริยาย

ประเทศญี่ปุ่น ติด 1 ใน 10 ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะ จึงทำให้การนำเข้า – ส่งออกสินค้ามีราคาแพง ถึงแม้ค่าครองชีพที่ประเทศญี่ปุ่นจะค่อนข้างแพง แต่ระบบเศรษฐกิจก็ดีมากเช่นกัน โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน  มีบริษัท IT ชั้นนำเข้ามาลงทุนในประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก ปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นได้ผลิตยานยนต์มากเป็นอันดับ 3 ของโลก และยังมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยเฉลี่ยนจะอยู่ที่ 30,000 – 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับภูมิภาคและพฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนบุคคล

ค่าเรียนภาษาที่ประทเศญี่ปุ่นเริ่มต้น 150,000 – 300,000 บาทต่อปี แตกต้างกันไปโดยขึ้นอยู่กับหลักสูตรและสถาบัน

ที่พักเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด โดยที่พักจะมีหลากหลายราคา แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ : ค่าที่พักที่แพงที่สุดคือ ใจกลางกรุงโตเกียวเนื่องจากมีประชากรอาศัยหนาแน่นที่สุดและมีสิ่งอำรวยความสะดวกที่ดีที่สุด โดยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 7,000 – 50,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทที่พักและทำเล

การเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่น มีทั้งรถเมล์ รถบัส รภไฟ รถไฟฟ้าใต้ดิน รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ที่สามารถเดินทางจากเหนือจรดใต้ ในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง จึงทำให้การเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องง่าย ซึ่งผู้ถือวีซ่านักเรียนสามารถซื้อตั๋วรถไฟหรือรถบัสแบบตั๋วเดือนได้ในราคาพิเศษ

Statement หรือเงินคงเหลือในบัญชี สำหรับใช้แสดงต่อสถานทูตประกอบการขอวีซ่า โดยจะคำนวณจากค่าใช้จ่ายหลัก ดังนี้:

  • ✈️ ค่าตั๋วเครื่องบิน
  • 📘 ค่าเรียนต่อปี
  • 💰 ค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนต่อปี

ควรมียอดเงินในบัญชีประมาณ 300,000 – 500,000 บาท

👉 ทั้งนี้ EDM แนะนำให้แสดงหลักฐานทางการเงินมากกว่า ยอดเงินขั้นต่ำที่ควรแสดง 1.5 – 2 เท่า เพื่อแสดงถึงเสถียรภาพทางการเงินของผู้สนับสนุน

ตัวอย่าง: 600,000 – 1,000,000 บาท

  • Residence Card
    เมื่อเดินทางมาถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว จะต้องออก “บัตรประจำตัวผู้พำนัก (Residence Card)” ซึ่งทำหน้าที่คล้ายบัตรประชาชน ออกให้แก่นักศึกษาต่างชาติที่พำนักเกิน 3 เดือน
    👉 ต้องพกติดตัวเสมอ และแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล (เช่น ย้าย/ออกจากสถานศึกษา) ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองท้องถิ่น
  • Certificate of Eligibility (COE)
    ก่อนยื่นขอวีซ่านักเรียน ต้องมี หนังสือรับรองสถานะผู้พำนัก (COE) ซึ่งออกโดยกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น (EDM จะเป็นผู้ประสานกับทางโรงเรียน)
    ระยะเวลาพิจารณา: ประมาณ 4–5 เดือน
    หลังจากได้รับ COE ต้องยื่นขอวีซ่าภายใน 90 วัน
  • Student Visa
    เมื่อได้ COE แล้ว สามารถยื่นขอ วีซ่านักเรียน ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลญี่ปุ่นในประเทศไทย
    ✅ โอกาสไม่ผ่านค่อนข้างน้อย แต่หากไม่ผ่าน มักเกิดจากสาเหตุ เช่น - การปลอมแปลงเอกสาร - เคยทำผิดกฎหมาย - มีประวัติอาชญากร
  • 📍 สถานที่ยื่นขอวีซ่า
    ผู้ที่พำนักอยู่ในเขตภาคเหนือ (เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, แพร่, น่าน และอุตรดิตถ์) ต้องยื่นที่สถานกงสุลญี่ปุ่นในเชียงใหม่เท่านั้น